6/50 | ไม่ต้องฉลาดก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น

ไม่ต้องฉลาดก็เห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่นเมื่อวานได้ลองอ่านหนังสือ “ไม่ต้องฉลาด ก็เห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น” ทำให้เราอึ้งถึงสิ่งที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาเลยทีเดียว และเป็นหนังสือที่เรียกได้ว่า เปลี่ยนวิธีคิดเดิมๆไปตลอดกาล ว่าจริงๆแล้ว โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรา ”มอง แต่ไม่เห็น” ไม่ว่าจะเป็น ตัว n พิมพ์เล็กที่ใช้ในโลโก้ของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่อยากเขียน เดี๋ยวจะกลายเป็นสปอยล์ ให้ไปลองอ่านกันเอาเอง

เราอ่านจบภายในเวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ แล้วพบว่า สมองเราเริ่มที่จะหัดสังเกตและเชื่อมโยงสิ่งต่างที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะสงสัยมันมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น การที่สายการบินนกแอร์ จะมาที่ให้บริการที่ลำปาง สิ่งที่เราตั้งสมมติฐานขึ้นมาก็จะเป็น ถ้ามาจริงๆจะทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมาลำปางมากขึ้นมั้ย? เศรษฐกิจลำปางจะดีขึ้นมั้ย? ต้องมีบริการรถรับส่งเพิ่มขึ้นที่สนามบินมั้ย และโตโยต้าชัวร์จะสามารถไปเสนอขายรถยนต์ราคาไม่แพงเพื่อให้เป็นรถรับส่งของบริษัทรถเช่าดีมั้ย? จะขายรถให้ Taxi ได้อย่างไร? เป็นต้น

คำถามเหล่านี้เป็นข้อสันนิษฐานที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที หลังจากการสังเกตแค่สายการบินนกแอร์จะมาให้บริการที่ลำปาง

หนังสือเล่มนี้จะสอนกระบวนการคิด กระบวนการสังเกตและฝึกหัดให้เราเป็นคนตาไว เป็นสิ่งซึ่งแยกคนที่เป็นมือสมัครเล่นออกจากมืออาชีพ เพราะมืออาชีพจะมีข้อสันนิษฐานที่ถูกต้องก่อนการมองเห็นอะไรที่มือสมัครเล่นมองไม่เห็น

ลองหามาอ่านกันดูครับ รับรองคุ้ม

5/50 | The Sketchnote Handbook

the Sketchnote Handbook Cover

the Sketchnote Handbook Cover

นับเป็นหนังสือเล่มที่ 5 สำหรับโปรเจ็คการอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มภายในปี 2014 นับตั้งแต่หนังสือ Steal Like an Artist ที่อ่านจบไปในช่วงเดือนเมษายน แต่หลังจากนั้นมารู้สึกจะติดการอ่านนิยาย Game of Thrones ไป 2 ภาค ซึ่งภาคหนึ่งมี 2 เล่ม เล่มละประมาณ 500 หน้า จนไม่ได้อ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อเลย หะหะ

ยังคงจำได้ ในสมัยเรียนหนังสือทั้งมัธยม และระดับปริญญาการจดโน๊ตตอนเรียน เราจะจดแบบตัวหนังสือล้วนๆไปตามบรรทัดที่ขีดมาให้เป็นเส้นตรง ลองมานั่งนึกๆดู ผมก็จดไว้ แต่ไม่ค่อยได้จะเอากลับมาอ่านสักเท่าไหร่ เป็นเพราะว่า ตัวหนังสือสีน้ำเงินบนสมุดมันอาจจะไม่ค่อยมีอะไรน่าดึงดูดเท่าไรนัก หรือแม้กระทั่งการจดบันทึกการไปฝึกอบรม ที่ปกติเค้าจะ print outline ของไฟล์นำเสนอมาให้แล้วเว้นที่ว่างให้จด ผมก็จดบ้างไม่จดบ้าง แต่ก็ไม่เคยเอากลับมาดูอีกเลยหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น จนกระทั่งมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านเพิ่มเติม

4/50 | Steal Like An Artist

หน้าปก Steal Like an Artist

ผมเองในสมัยเด็กๆซักประมาณชั้นประถม เป็นคนที่สนใจในพวกงานศิลปะเป็นอย่างมาก ผมชอบวาดรูประบายสี ชอบขีดๆเขียนๆ จำได้ว่า สมัยนั้นเคยเป็นตัวแทนของห้องและของโรงเรียนในการไปประกวดทางด้านศิลปะเหล่านี้อยู่เสมอ และก็ได้รางวัลมาบ่อยๆ แม้กระทั่งการปรวกแบบไทยๆ เช่น อ่านทำนองเสนาะ คัดลายมือ มารยาทไทย เป็นต้น แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้หายไป เมื่อผมได้มาเข้าเรียนในชั้นมัธยม ซึ่งเรียนในสายวิทย์ จนกระทั่งและไม่ได้แตะอะไรพวกที่เป็นศิลปะอีกเลย

จนกระทั่งมาอ่านหนังสือเล่มนี้ Steal Like An Artist เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิธีการคิดของคนที่เรียกว่า อยู่ในวงการศิลปะหรือ Artist ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี กราฟฟิคดีไซน์ สถาปนิก และอื่นๆ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบไป 2 รอบ และถือว่าเป็นหนังสือที่ผมชอบมาก @Austin Kleon ผู้แต่งได้ให้แรงบันดาลใจผมหลายๆอย่างในการทำงาน 

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คุณจะ…

  • คิดว่าการขโมยผลงานอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้คุณพัฒนาฝีมือในการสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาได้ โดยผู้แต่งได้ให้ Tips & Technics ในการขโมยผลงานอย่างไรให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมและไม่ได้เป็นการคัดลอก
  • พกสมุดและปากกา เพื่อจดบันทึกไอเดีย ทั้งๆที่เด็กสมัยนี้จบมากจากสายคอมพิวเตอร์ จะพิมพ์และเก็บทุกอย่างไว้ในคอมพิวเตอร์
  • มีโต๊ะที่กว้างพอสำหรับงาน Analog ขีดๆเขียนๆเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และโต๊ะ Digital เพื่อแก้ไขงานในขั้นแรกและเตรียมการเผยแพร่งานต่อไป
  • คิดว่าการทำงาน Side project หรืองานอดิเรกในยามว่างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และช่วยพัฒนาไอเดียของคุณให้ต่อยอดได้

และยังมีเทคนิคอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้รอให้ทุกคนได้อ่านอยู่ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนทุกคนไม่เฉพาะคนที่สนใจในงานศิลปะ นักธุรกิจ ชาวบ้าน คนทำงานทั่วไปก็อ่านได้ เพราะผมเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นจะช่วยให้ทุกคนหลุดกรอบทางความคิด ดังคำกล่าว ที่กล่าวว่า

“Imagination is more important than knowledge  —Albert Einstein

ปล. ตอนนี้ @Austin Kleon กำลังออกหนังสือเล่มใหม่มาชื่อ Show Your Work ซึ่งผมก็ซื้อมาละ คิดว่าจะเป็นหนังสือที่มารีวิวเล่มถัดไป

หน้าปก Show Your Work


3/50 | หยุดก็จะเห็น

หยุด ก็จะเห็น

มาถึงเล่มที่ 3 สำหรับโปรเจ็คการอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มในปี 2014 นี้ เล่มนี้อาจจะแหวกแนวสักหน่อย เพราะมาอ่านหนังสือแนวศาสนาและธรรมะประยุกต์ซึ่งหลังๆมานี่มีหนังสือในหมวดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะชอบตั้งแต่อ่านหนังสือของคุณ @aston_ed เช่น ความสุขใกล้ๆที่มองไม่เห็น … เป็นต้น  ถือว่าเป็นหนังสือแนวธรรมะที่อ่านแล้วไม่น่าเบื่อเหมือนที่คิดไว้ตอนแรก แต่เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เราเจอในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่อง งาน เรียน ความรัก ครอบครัว และอื่นๆ 

พระเฮมิน @haeminsunim ผู้แต่ง เป็นพระชาวเกาหลี ที่ทั้งอาศัยและสอนหนังสืออยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้ Twitter เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับชาวพุธและได้รวบรวมไอเดียเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ทางสำนักพิมพ์อัมรินทร์ขึ้น badge ที่หน้าปกไว้ว่า “ขายดีที่สุดในเกาหลีเป็นประวัติการณ์มากกว่า 2 ล้านเล่ม”

พระเฮมิน @haeminsunim

เนื้อหาของ หยุดก็จะเห็น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะธรรมดามาก เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวันทุกวัน แต่เราอาจจะไม่เคยสังเกต ไม่เคยรู้สึกถึง เพราะการเร่งรีบ การมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายในชีวิตของเรจนลืมไปว่า ยังมีอีกหลายๆอย่างรอบข้างให้เราได้เก็บเกี่ยว ให้เราได้มอง ได้ทำความเข้าใจ เพื่อให้เรามีความสุขที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง…

บทแห่งการหยุดพัก เกี่ยวกับเรื่องการหยุด แทนที่เราจะเอาแต่คิดโน่นคิดนี่ ทำโน่นทำนี่ เหนื่อย เครียด คิดมาก แล้วเราเอาแต่ไปโทษว่าโลกวุ่นวาย คนอื่นวุ่นวาย ท่านเฮมินก็ได้กล่าวว่า เราควรจะหยุดอยู่นิ่งๆบ้าง แล้วมองเข้ามาในจิตใจของตัวเอง เพราะการที่เรามองโลกว่าวุ่นวายนั้น มันเหมือนกับการเอาเรามองผ่านเลนส์ที่เรียกว่าจิตใจ แล้วมองผ่านไปยังโลก จะเห็นได้ว่า โลกมันก็เป็นอย่างนี้ของมัน จิตใจเราเองต่างหากที่ไปปรุงแต่งมัน ให้มันเยอะ วุ่นวาย  เมื่อเราเครียด เหนื่อย เราก็ควรจะหยุดพัก แล้วปรับมุมมองการมองโลกเราใหม่ อาจจะใช้วิธีการทำสมาธิ เพื่อให้เราสงบมากขึ้น

บทแห่งความสัมพันธ์ เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนที่อยู่รอบตัวเรา เราควรจะให้อภัยไม่ว่าเค้าจะเป็นยังไง เราไม่อาจทำให้คนทุกคนบนโลกนี้พึงพอใจเราได้ ดังนั้น เราควรจะให้อภัยผู้อื่น  ไม่ว่าเค้าจะทำดีหรือร้ายกับเรา ไม่ใช่เพราะตัวเขา แต่เพราะตัวเราเองจะได้ไม่ยึดติด ไม่โกรธแค้น จนทำให้ไม่มีความสุข

บทแห่งอนาคต กล่าวไว้สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะทำอะไรในอนาคต ก็ให้ลองออกไปท่องเที่ยวหลายๆที่ดู ลองทำอะไรหลายๆอย่าง อย่าปิดกั้นตัวเอง ลองคบคนใหม่ๆ เพื่อให้เราค้นพบตัวเราว่าเราชอบอะไรอยากทำอะไรได้เร็วขึ้น

บทแห่งชีวิต บางทีการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่เรามักจะมองไปถึงแต่ความสำเร็จ ความร่ำรวย เช่น ชีวิตนี้จะต้องมีเงินเดือนๆละ 200,000 บาท  มีบ้านราคาหลังละ 10 ล้าน มีรถปอร์เช่ ลัมโบกรินี่ ได้เป็นผู้จัดการแผนก และอื่นๆ เป็นเหมือนการตั้งเป้าไปที่วัตถุจนเกินไป จนลืมความสุขที่แท้จริง ว่ามันไม่ควรจะมาจากสิ่งภายนอกรอบตัวเรา ท่านแนะนำว่า เราควรจะตั้งเป้าหมายในชีวิตในมุมมองของความสุขมากกว่า ลองมานั่งคิดดูอาจจะปรับเปลี่ยน mindset นิดนึงจาก มีเงินเดือนๆละสองแสน เป็นมีเงินเดือนสองแสน เพื่อที่จะแบ่งให้ครอบครัว หรือบริจาคแก่สังคม เป็นต้น เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีครอบครัว คนที่เรารัก เพื่อนพ้องบริวาร จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะมีความสุขไปพร้อมกับคนเหล่านี้ไปด้วย

ยกตัวอย่างแค่ 4 บทพอ บทที่เหลือก็เกี่ยวกับเรื่อง
บทแห่งความรัก
บทแห่งการปฏิบัติธรรม
บทแห่งความมุ่งมั่น
บทแห่งศาสนา

การอ่านหนังสือในหมวดธรรมะ บางครั้งก็ไม่อาจะเข้าใจได้ในรอบเดียว จริงๆแล้วนี่ก็เป็นการอ่านรอบที่สอง เพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้น สำหรับใครที่คิดว่าหนังสือธรรมะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดู แล้วคุณจะรู้สึกว่า การอ่านหนังสือธรรมะนั้นช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราใหม่ และช่วยให้เรามีความสุขที่แท้จริงจากการทำในสิ่งธรรมดาๆในทุกๆวันได้

2/50 | What the Most Successful People Do Before Breakfast

What the Most Successful People Do Before Breakfast

มาถึงหนังสือเล่มที่สองของโปรเจ็คการอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มในปี 2014 ที่เพิ่งอ่านจบไป จริงๆแล้วเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเวลา (Time Management) มากกว่าการตื่นเช้าเหมือนชื่อหนังสือ แต่การตื่นเช้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้นั่นเอง

ผู้เขียน Laura Vanderkam ผู้เขียนหนังสือ 168 Hours และ All the Money in the World จริงๆแล้วได้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นแบบ Ebook แล้วปล่อยให้ผู้อ่านผ่านทางช่องทาง Internet ซึ่งติดอันดับขายดีด้วย แต่ภายหลังได้นำออกมาตีพิมพ์เป็นเล่มให้ผมได้ซื้อมาอ่านในวันนี้

What the Most Successful People do Before Breakfast ได้แบ่งเรื่องการบริหารจัดการเวลาออกเป็น 3 ส่วน คือ

เวลาในช่วงเช้า ผู้เขียนได้แนะนำข้อดีของเวลาในช่วงเช้า ซึ่งตัวผมเองก็ได้ยึดถือปฏิบัติอยู่ในทุกวันนี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่สงบ เงียบ เป็นเวลาของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นการทำงานที่สำคัญๆในช่วงเวลานี้ก็จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดในแต่ละวัน ผู้เขียนได้แนะนำวิธีคิดให้ปรับปรุงเวลาในช่วงก่อนนอน เพื่อที่จะทำให้เราสามารถใช้เวลาในช่วงเช้าของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มี case study ทั้งสำหรับคนในวัยทำงาน และคนที่มีลูกต้องดูแล ว่าเค้าบริหารจัดการเวลาในตอนเช้ากันอย่างไร

เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าในช่วงสุดสัปดาห์หรือเสาร์อาทิตย์นี่แหละ เหมาะที่สุดแล้วที่จะเป็นเวลาของการพักผ่อนให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า (Rejuvination) และการวางแผน (Weekly Planning) การทำงานในช่วงสัปดาห์ถัดไป โดยปกติคนเราก็จะมีความรู้สึกเบื่อๆในช่วงบ่ายๆวันอาทิตย์ว่า เดี๋ยวก็วันจันทร์อีกละ เดี๋ยวก็ต้องไปทำงานอีกละ แต่ในหนังสือเล่มนี้ มีคำแนะนำและวิธีการหลายวิธีที่จะทำให้สุดสัปดาห์ของเราไม่น่าเบื่อและยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวของเราอีกด้วย

เวลาในที่ทำงาน เป็นส่วนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้แนะนำกฎหลัก 7 ข้อในการใช้เวลาในที่ทำงานของเรา โดยหลักๆแล้วก็จะเป็นการให้รู้ตัวเองว่าเรากำลังจะทำอะไร รวมถึงการฝึกหัดการใช้เวลาดังกล่าวในที่ทำงาน

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้แนะนำวิธีในการบริหารจัดการเวลาให้ผู้อ่านได้ทำโดยทำ Time Log ในแต่ละชั่วโมงของวันว่า ทำอะไรไปบ้าง แล้วส่งมาให้ผู้เขียนได้ช่วยวิเคราะห์ว่า จะสามารถปรับปรุงการใช้เวลาในช่วงไหนได้บ้าง ซึ่งถือว่าเป็น case study ที่ดีให้เราศึกษาและนำไปปฏิบัติได้เช่นกัน อีกทั้งท้ายเล่มยังมี 50 Time Management Tips ให้เราสามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้

สิ่งที่ได้และจะนำไปใช้
สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ที่กำลังปฏิบัติอยู่ ก็คงจะเป็น…

  • ตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อที่จะได้มีเวลาในการทำสิ่งที่สำคัญมากขึ้น รวมถึงการเข้านอนเร็สขึ้นเพื่อให้นอนได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมง ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ในช่วงต้นปี
  • ทำ Time Log ใน Google Calendar เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่า แต่ละวันเราควรจะใช้เวลาในส่วนที่สำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวของเราให้เพิ่มขึ้น และลดเวลาในส่วนที่ไม่สำคัญให้น้อยลง
ทำ Time Log ไว้ใน Google Calendar

1/50 | 20 บริษัทจดทะเบียน รู้ลึกธุรกิจในตลาดหุ้นไทย

หนังสือเล่มแรกที่อ่านจบไปสำหรับโปรเจ็คอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มในปี 2014 คือ “20 บริษัทจดทะเบียน รู้ลึกธุรกิจในตลาดหุ้นไทย” เป็นหนังสือ pocket book ที่แต่งโดยคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ แห่ง dekisugi.net ที่มีผลงาน pocket book ออกมาหลายเล่ม แต่ได้ข่าวว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้แต่งหนังสือแล้ว แต่เขียนบทความผ่าน blog ของตนเองแล้วเก็บค่า supscription รายเดือนเอา (แต่ผมก็ยังเป็นแฟนงานเขียนของเค้าอยู่ดี)

หน้าปกหนังสือ 20 บริษัทจดทะเบียน รู้ลึกธุรกิจในตลาดหุ้นไทย

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแนะนำบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยทั้งหมด 20 บริษัท ประกอบไปด้วย

  1. CPN
  2. PS
  3. BANPU
  4. HMPRO
  5. MINT
  6. BLA
  7. ADVANC
  8. PB
  9. TOP
  10. CPF
  11. KSL
  12. BTS
  13. BECL
  14. TVO
  15. STA
  16. TK
  17. SIS
  18. OFM
  19. STANLY
  20. SMT

ซึ่งเป็นบริษัทที่เรียกได้ว่า เป็นบริษัทชั้นนำของไทยในแต่ละอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ โดยผู้แต่งได้อธิบายถึงจุดแข็ง จุดอ่อน สภาวะการแข่งกัน และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทออกมาในลักษณะที่เข้าใจง่าย

นักลงทุนในหุ้นมือใหม่สมควรจะที่จะหาอ่านไว้ เพื่อเก็บประสบการณ์ในการมองหุ้นแต่ละตัว ว่าเค้ามีมุมมองในด้านต่างๆอย่างไรบ้าง มิใช่ดูแต่เรื่องราคา (แต่ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร ก็ไม่ว่ากัน)

สิ่งที่ได้และจะนำไปใช้
ผมคิดว่าจะนำบริษัททั้ง 20 บริษัทนี้ไปใส่ไว้ใน watchlist ในโปรแกรมซื้อขายหุ้น เพื่อติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมถึงการเลือก 5 บริษัทที่สนใจจริงๆมาอ่านแบบ 56-1 จาก ที่นี่ เพื่อจะได้เข้าใจในการทำธุรกิจของบริษัทที่ตัวเองกำลังจะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

หุ้นทั้ง 20 ตัวอยู่ใน Favorite list เรียบร้อยแล้ว

ปล.ที่ผมเขียนส่วนสิ่งที่ได้และจะนำไปใช้นี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะได้เขียนเป็นแนวทางว่าจะนำสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างไร เพื่อที่จะทำให้โปรเจคการอ่านหนังสือนี้มีคุณภาพมากขึ้น มากกว่าแค่การตั้งเป้าอ่านให้ได้ปริมาณอย่างเดียว ตามที่คุณ @Tanakiat Aui แนะนำมา

โปรเจคการอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มในปี 2014

ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่าน status ของ @pondkungz ใน Facebook ที่ว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือให้ได้ถึง 50 เล่มภายในระยะเวลา 10 เดือนที่เหลือนี่ เท่ากับว่าต้องอ่านให้ได้เดือนละ  5 เล่ม แต่เนื่องจาก @pondkungz เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือมาก่อน แต่ผมนั้นชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ขนาดหนังสือนิยาย 400-500 หน้าก็ยังเคยใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์อ่านวันเดียวจบมาแล้ว แต่ถ้าเป็นหนังสือพ๊อกเกตบุ๊คภาษาอังกฤษก็จะใช้เวลานานหน่อย  เข้าร้านหนังสือบ่อยกว่าเข้าร้านเหล้าอีก #พื้นที่โฆษณา อิอิ

project การอ่านหนังสือของ @pondkungz

ผมเลยอยากจะตั้งเป้าของตัวเองให้มันท้าทายเกี่ยวกับการอ่านหนังสือในปี 2014 ซึ่งเหลืออีกประมาณ 10 เดือนถัดจากนี้ จะต้องอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มเช่นกัน โดยจะใช้เวลาในช่วงวันธรรมดาก่อนเล่นเกมในการอ่าน และเสาร์อาทิตย์เวลาว่างๆ

แนวหนังสือที่ผมชอบอ่าน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวก

  • การพัฒนาตนเอง (Self-Development)
  • ธุรกิจและการลงทุน (Business & Investment)
  • การถ่ายภาพ (Photography)
  • การออกแบบ (Design)
  • ศาสนา (Religion)
ส่วนพวกนิยายก็ไม่ได้อ่านมานานแล้ว เพิ่งจะมาเพิ่มอ่านในช่วงหลังมานี่ ตามกระแสเพื่อนๆแนะนำให้อ่าน 
ถ้าอ่านเสร็จเล่มไหนก็จะมาลองพยายามเขียนรีวิวให้ฟังครับ
ปล. คลังหนังสือที่อยู่ใน portfolio ของผมจะเอามาเก็บไว้ ที่นี่ สามารถเข้าไปดูกันได้ครับ จะพยายามอัพเดทให้ตรงกับที่อ่านให้เร็วที่สุด